การอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญต่อวิถีชีวิต

ป่าชายเลน เป็นทรัพยากรที่สำคัญและให้ประโยชน์

ทั้งในด้านป่าไม้ ประมง และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันป่าชายเลนได้ถูกทำลายลงด้วยกิจกรรมต่างๆอยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องหาแนวทางในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าชายเลนให้ได้ผลเต็มที่ตลอดไป และในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นการทำลายระบบนิเวศด้วย การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนโดยการปลูกป่า ปัจจุบันกรมป่าไม้มีนโยบายที่จะขยายและสนับสนุนการปลูกป่าชายเลนเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของราชการและส่วนของเอกชนตามพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณชายฝั่งทะเล ทั้งที่ผ่านการทำเหมืองแร่ หรือพื้นที่นากุ้ง หรือนาข้าวที่เลิกไปแล้ว ซึ่งมีอยู่มากมายและมีโอกาสที่จะฟื้นฟูให้เป็นป่าชายเลนขึ้นมาได้

ป่าชายเลนเป็นป่าไม้ไม่ผลัดใบ

เป็นป่าที่อยู่ในดินเป็นดินเลนริมทะเลตามบริเวณปากแม่น้ำต่างๆ ซึ่งมีน้ำเค็มท่วมถึง กลุ่มพืชในบริเวณป่าชายเลนมีลักษณะแตกต่างจากพืชบกมาก คือ มีรากค้ำยัน และรากหายใจ ป่าชายเลนให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ช่วยป้องกันการพังทลายของดินบริเวณชายฝั่งทะเล เป็นแนวป้องกันคลื่นลมตามธรรมชาติ เป็นแหล่งดักและกรองสารพิษ แหล่งเลี้ยงดูตัวอ่อนตามธรรมชาติ มนุษย์ใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนในแง่ที่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งเศรษฐกิจที่ได้จากทรัพยากรพืชและสัตว์ในป่าชายเลน

ป่าชายเลน

เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญต่อวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านทั้งในด้านการประกอบอาชีพ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เช่น ก้ง หอย ปู ปลา และเป็นที่กันคลื่นลมให้กับหมู่บ้านบริเวณชายฝั่งและพื้นที่ฝั่งอันดามันด้วย ป่าชายเลนเป็นกำแพงกั้นน้ำให้กับชาวประมงบริเวณชายฝั่งหลายหมู่บ้าน ประโยชน์ที่ชาวบ้านได้จากการอนุรักษ์ป่าชายเลนมีทั้งทางตรงทางอ้อม ทางตรงทรัพยากรป่าชายเลนที่เพิ่มขึ้นทำให้มีต้นไม้หลากหลายชนิด ได้แก่ ต้นตะบูนขาว ตะบูนดำ ต้นกาหยีทะเล ต้นโกงกางใบเล็ก ต้นโกงกางใบใหญ่ ต้นแสม ต้นจาก ต้นเหงือกปลาหมอ ต้นกำแพงเจ็ดชั้น และต้นไม้เหล่านี้ยังเป็นที่กันคลื่นลมให้ชุมชนได้อีกด้วย

ประโยชน์ทางอ้อมนั้นชาวบ้านสามารถนำพืชพันธุ์ต่างๆมาเป็นยาสมุนไพร เช่น ต้นตะบูนขาวเอาเปลือกมาต้มกินรักษาโรคเบาหวาน ต้นเหงือกปลาหมอเอาใบมาขยี้ทาเป็นยารักษาฝี ต้นโกงกางเอาใบหรือเปลือกมาต้มทำสีมัดย้อมผ้า ใบของต้นจากใช้มุงหลังคา ยอดจากทำยาสูบ ลูกจากทำขนมหวาน และน้ำตาวจาก และต้นปอทะเลเอาเปลือกมาทำเชือกได้อีกด้วย ป่าชายเลนเป็นเหมือนตลาดให้กับชาวประมง การอนุรักษ์ป่าชายเลนนั้นไม่ได้แค่ป่า แต่ให้อะไรมากกว่าที่คิด ควรที่จะอนุรักษ์ไว้คู่กับชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน คนต้องพึ่งพาป่าและป่าต้องพึ่งพาคน ต่างพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าขาดป่าชายเลนชาวประมงก็ขาดแหล่งทรัพยากรและถ้าขาดการอนุรักษ์ ป่าชายเลนก็คงจะหมดไป

ความอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติยาซูนี

อุทยานแห่งชาติยาซูนี ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดนาโปและปาสตาซา มีพื้นที่ประมาณ 9,820 ตร./กม. ห่างจากกรุงกิโตราว 250 กม. และอยู่ในโครงการมนุษย์และชีวมณฑลขององค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี 1989 ทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของชนเผ่าจำนวนมาก อาทิ ทากาเอรี และทาโรเมนาเน

อุทยานแห่งชาติยาซูนิ ซึ่งเป็นที่อยู่ของชนเผ่าอินเดียนเร่ร่อนหลายเผ่า มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นเขตสงวนชีวมณฑลโลกเมื่อปี 2532 นอกจากนี้เชื่อกันว่า บ่อน้ำมัน 3 แห่งในอุทยานแห่งนี้ มีน้ำมันสำรองราว 920 ล้านบาร์เรล

ป่าแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์หลากชนิดมากที่สุดในแถบซีกโลกตะวันตก และมีสัตว์จำพวกครึ่งบกครึ่งน้ำอาศัยมากชนิดกว่าที่พบในสหรัฐฯและแคนาดารวมกัน โดยมีชนิดสัตว์เลื้อยคลานอาศัยอยู่ที่มากถึง 121 ชนิด

Yasuní ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) เพื่อให้เงินสนับสนุนแก่เอกวาดอร์เป็นเวลา 12 ปี มูลค่าราว 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่ากับผลประโยชน์ราวร้อยละ 50 ที่บริษัทน้ำมันจะตอบแทนต่อรัฐบบาลจากการแสวงหาประโยชน์จากน้ำมัน เพื่อแลกกับการไม่ขุดน้ำมันในอุทยาน ซึ่งคาดว่ามีประมาณน้ำมันดิบสำรองใต้ดินราว 838 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประมาณน้ำมันสำรองทั่วประเทศ

แต่ในการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ นายกอร์เรียกล่าวว่า โครงการดังกล่าวสามารถระดมทุนได้เพียง 13.3 ล้านดอลลาร์เท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 0.37 ของจำนวนที่ต้องการ และประเทศที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร รวมถึงโครงการนี้เกิดในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี และว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นครั้งที่ยากที่สุดตั้งแต่เขารับตำแหน่งมา

เรื่องป่าที่ไม่ธรรมดา อุทยานแห่งชาติยาซูนี

ทำเล ที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติยาซูนี ช่วยโอบอุ้มความรุ่มรวยเหล่านี้เอาไว้ โดยตั้งอยู่ตรงจุดตัดระหว่างเทือกเขาแอนดีส เส้นศูนย์สูตร และภูมิภาคลุ่มน้ำอะเมซอน อันเป็นทำเลทองทางนิเวศวิทยา ที่ซึ่งพืชพรรณ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในแถบอเมริกาใต้ มากระจุกกันอยู่อย่างมากมาย ฝนตกหนักเกือบทุกวันตลอดทั้งปี และมีสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลน้อยมาก แสงแดด ความอบอุ่น และความชุ่มชื้นเป็นปัจจัยอยู่คู่กับผืนป่าชั่วนาตาปี

พื้นที่แถบนี้ของลุ่มน้ำอะเมซอน ยังเป็นบ้านของชนพื้นเมืองสองกลุ่ม ได้แก่ ชนเผ่าคิชวาและชนเผ่าเวารานี ซึ่งตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายตลอดแนวถนนและแม่น้ำสายต่างๆ การติดต่อสัมพันธ์ครั้งแรกระหว่างชาวเวารานีกับกลุ่มหมอสอนศาสนาคริสต์นิกาย โปรเตสแตนต์เกิดขึ้นอย่างสันติในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ทุกวันนี้ ชุมชนชาวเวารานีส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการค้า และแม้กระทั่งกิจกรรมการท่องเที่ยวกับโลกภายนอก ไม่ต่างจากชาวคิชวา ซึ่งเป็นอดีตชนเผ่าคู่อาฆาต กระนั้นชนเผ่าเวารานีสองกลุ่มได้หันหลังให้การติดต่อกับโลกภายนอก และเลือกที่จะเร่ร่อนอยู่ในพื้นที่ป่าสูงขึ้นไป ที่เรียกกันว่า โซนาอินตันคีเบล (Zona Intangible) หรือเขตหวงห้ามที่รัฐบาลกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองคนเหล่านี้ แต่โชคร้ายที่บริเวณนี้ ซึ่งทับซ้อนกับพื้นที่ทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติยาซูนี ไม่ได้ครอบคลุมถิ่นหากินดั้งเดิมทั้งหมดของพวกเขา ส่งผลให้นักรบของสองกลุ่มเข้าทำร้ายและขับไล่ผู้ที่เข้ามาตั้งรกรากและตัด ไม้ ทั้งภายในและภายนอกเขตหวงห้าม

อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปใต้พื้นดินอุทยานแห่งชาติยาซูนี ยังมีขุมทรัพย์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างเร่งด่วนสำหรับสายใยชีวิตอันล้ำค่าบนผิวดิน นั่นคือน้ำมันดิบแห่งอะเมซอน ปริมาณหลายร้อยล้านบาร์เรลที่ยังไม่ถูกขุดเจาะขึ้นมาใช้ ในช่วงหลายปีมานี้ รัฐบาลและบริษัทน้ำมันร่วมกันกำหนดเขตสัมปทานน้ำมันทับพื้นที่อุทยาน ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีชัยเหนือการอนุรักษ์ในการต่อสู้เพื่อกำหนด ชะตากรรมของอุทยานแห่งนี้ มีแปลงสัมปทานอย่างน้อยห้าแปลงครอบคลุมพื้นที่ทางเหนือของอุทยาน สำหรับประเทศยากจนอย่างเอกวาดอร์ แรงกดดันให้ขุดเจาะน้ำมันนั้น แทบจะเรียกได้ว่าต้านทานไม่ไหวเลยทีเดียว รายได้จากการส่งออกครึ่งหนึ่งของเอกวาดอร์มาจากน้ำมันอยู่แล้ว โดยเกือบทั้งหมดมาจากจังหวัดทางตะวันออกในลุ่มน้ำอะเมซอน

การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเชิงนิเวศน์กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเชิงนิเวศน์ ถือเป็นการท่องเที่ยวเพื่อเข้าไปสัมผัสธรรมชาติและเพื่อการเรียนรู้ธรรมชาติ กิจกรรมหรือกำหนดการของนักท่องเที่ยวจึงมีความสำคัญ ต้องเป็นไปอย่างเรียบง่ายสอดคล้องกับธรรมชาติโดยไม่ส่งผลกระทบต่อป่าและ สัตว์ป่า โดยเฉพาะเยาวชนที่จะได้เรียนรู้ธรรมชาติอย่างเป็นระบบถูกต้องโดยนักสื่อความหมายทางธรรมชาติ เนื่องจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์มีหลักการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือจำนวนของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเกือบทุกแห่งเป็นพื้นที่ที่มี ความเปราะบาง มีความสำคัญต่อสัตว์ป่า ซึ่งเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเป็นจำนวนมากในคราวเดียวหรืออาจเข้าไปจำนวน น้อยแต่หลายครั้ง ก็จะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติได้

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติของประเทศไทย

เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ คือต้องการอนุรักษ์สภาพธรรมชาติของพื้นที่ให้คงอยู่ตามธรรมชาติ ป้องกันการรบกวนโดยมนุษย์โดยเฉพาะทรัพยากรที่สำคัญ เช่น สัตว์ป่า พืชพรรณ และลักษณะธรรมชาติที่สวยงามเป็นพิเศษ รวมทั้งแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมที่สำคัญเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เนื่องจากในเขตอุทยานแห่งชาติมีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เหมาะกับการใช้ประโยชน์ทางการท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความสุขกายสุขใจ และช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการปฏิบัติงานประจำ เพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัย พื้นที่อุทยานแห่งชาติ สามารถจัดเป็นห้องทดลองทางธรรมชาติกลางแจ้ง ที่สามารถค้นคว้าวิจัยไม่มีที่สิ้นสุดของนักศึกษา นักวิทยาศาสตร์ และประชาชนทั่วไป

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ในปัจจุบัน

ยังมิได้นำหลักการของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ไปปฏิบัติได้อย่างจริงจังในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเกือบทุกแห่งเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวยังขาดความรู้ในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์หรือในบางคณะยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก ผู้จัดการท่องเที่ยวยังขาดความรู้และทักษะการจัดการในการจัดกิจกรรมในพื้นที่ทางธรรมชาติ และองค์กรที่รับผิดชอบพื้นที่ธรรมชาติดังเช่น กรมป่าไม้ ยังขาดความชัดเจนในด้านนโยบายและแผนปฏิบัติการณ์ที่จะควบคุมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้อยู่ในความเหมาะสมได้

การปฏิบัติตนในอุทยานแห่งชาติ

1. ปฏิบัติตนตามกฏระเบียบขอทางอุทยานฯ ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
2. ดูแลรักษาสภาพธรรมชาติให้คงความงดงามตามธรรมชาติมากที่สุด
3. ควรเคารพสิทธิ์ผู้อื่นในการเข้ใจพื้นที่ธรรมชาติร่วมกัน
4. ไม่ส่งเสียงดัง อันจะเป็นการรบกวนผู้อื่นหรือรบกวนความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า
5. การเดินป่าศึกษาธรรมชาติควรเดินตามเส้นทางที่กำหนดไว้ไม่ควรเดินออกนอกเส้นทาง เดินถาวร ซึ่งอาจจะไปเหยียบย่ำพืชพรรณหรือสัตว์เล็กๆ
6. ห้ามเก็บ หรือนำออก หรือกระทำการใดๆ ที่จะเป็นอันตรายต่อสภาพของก้อนหิน พืชพรรณ และสัตว์ป่าในเขตอุทยาน
7. ห้ามนำสัตรว์เลี้ยงเข้าไปในเขตอุทยานฯ เพราะอาจจะเป็นการนำโรคเข้าไปแพร่ในธรรมชาติ
8. ไม่ควรก่อไฟในอุทยานฯ เพราะการก่อไฟจำเป็นจะต้องใช้พืชในธรรมชาติ และก่อเกิดมลพิษ
9. ไม่ควรนำสิ่งที่จะก่อให้เกิดขยะเข้าไปในอุทยานฯ
10. เมื่อพบเห็นการทำผิดกฏระเบียบอุทยานฯ หรือการกระทำอันเป็นผลกระทบต่อธรรมชาติ กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพื่อดำเนินการต่อไป
11. ร่วมกันชักชวนให้เพื่อฝูง หรือเพื่อนร่วมทาง ช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติ

โลกออนไลน์ ตื่นตาฝูงนกแก้วปีกสีน้ำเงินคล้ำที่อุทยานแห่งชาติ Yasuni พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีที่สุด

หากคุณกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ขอแนะนำว่าคุณต้องไม่พลาดโอกาสไปเยือน อุทยานแห่งชาติ Yasuni อุทยานแห่งชาติที่อยุ่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดนาโป (Napo) และ จังหวัดปัสตาซา (Pastaza province) เป็นอุทยานที่มีพื้นที่กว่า 9,820 ตารางกิโลเมตร อุทยานแห่งชาติ Yasuni ตั้งอยู่ตรงจุดตัดระหว่างเทือกเขา แอนดีส เส้นศูนย์สูตร และภูมิภาคลุ่มน้ำแอมะซอน นอกจากนี้ยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหล่าพืชพรรณ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเป็น 1 ใน 9 ของสถานที่ในโลกที่มีความหลากหลายของพืชพันธ์มากกว่า 4,000 ชนิด ต่อ 10,000 ตารางกิโลเมตร

38_201301080949132.
หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่เป็นนักดูนกตัวยง โดยเฉพาะสาวกคนรัก นกแก้ว หรือ ฝูงนกแก้วปีกสีน้ำเงินคล้ำ ขอแนะนำว่าคุณต้องไม่พลาดโอกาสไปเยือนอุทยานแห่งชาติยาซูนีสักครั้ง โดยเฉพาะบริเวณ “นาโป ริเวอร์ เคลย์ ลิก” (Napo River Clay Lick) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โป่งดินนาโป (แอ่งดินเค็มธรรมชาติ) ซึ่งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำนาโป (Napo River) ในอุทยานแห่งชาติยาซูนี

โดยบริเวณโป่งดินแห่งนี้จะมีนกแก้วปีกสีน้ำเงินคล้ำเป็นจำนวนมากมากินโป่งดินบริเวณริมแม่น้ำดังกล่าว เนื่องจากในดินนั้นมีแร่โซเดียมหรือเกลือธรรมชาติ เนื่องจากร่างกายของสัตว์ป่าเหล่านั้นขาดเกลือแร่ดังกล่าว นกแก้วเหล่านี้จึงต้องการเกลือแร่ไปบำรุงร่างกายให้แข็งแรงนั่นเองค่ะ สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวชมนกแก้วปีกสีน้ำเงินคล้ำที่แอ่งดินริมฝั่งแม่น้ำนาโป ขอแนะนำว่าควรมาในช่วงระหว่างเดือนกันยายน-เดือนธันวาคม ส่วนในเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคมนั้นจะเป็นช่วงเดือนที่มีฝนตกชุกมากค่ะ ถ้าไม่มีโอกาสได้ไปก็สามารถดูคลิปออนไลน์ได้ค่ะ